ข่าวดี UNAIDS ประกาศแล้ว! ยาป้องกันเอชไอวี ราคาจับต้องได้
นิวยอร์ก/เจนีวา, 24 กันยายน 2025 — โครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) แสดงความยินดีอย่างยิ่งต่อการประกาศข้อตกลงใหม่ 2 ฉบับ ที่จะทำให้ยาป้องกันเอชไอวีรุ่นใหม่ “เลนาคาพาเวียร์” (Lenacapavir) สามารถเข้าถึงได้ในราคาที่ทุกคนจ่ายไหว โดยเป็นการปรับลดราคาครั้งประวัติศาสตร์จาก 28,000 ดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 40 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี
ข้อตกลงดังกล่าวถูกเปิดเผยในระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ กรุงนิวยอร์ก มีองค์กรนานาชาติอย่าง UNITAID, Gates Foundation, โครงการเข้าถึงสุขภาพของคลินตัน (CHAI) และ Wits RHI เข้ามามีบทบาทสำคัญ ทั้งด้านเงินทุน การสนับสนุนทางเทคนิค และการผลักดันกฎระเบียบ เพื่อให้ผู้ผลิตยาสามัญในอินเดียสามารถผลิต เลนาคาพาเวียร์ ได้ในราคาต้นทุนต่ำลง
เลนาคาพาเวียร์ ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท Gilead Sciences ถือเป็นยาต้านเอชไอวีออกฤทธิ์ยาวรุ่นใหม่ที่ใช้เพียงปีละ 2 ครั้ง โดยผลการศึกษาทางคลินิก PURPOSE 2 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine ยืนยันว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อใหม่ได้ถึง 96–100%
Winnie Byanyima ผู้อำนวยการบริหาร UNAIDS กล่าวชี้ว่า “นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ ราคาที่ลดลงเหลือเพียง 40 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีต่อคน ถือเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่จะทำให้ยาชนิดนี้เข้าถึงได้จริง และช่วยหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเอชไอวีในระดับโลก”
ในรายละเอียดของข้อตกลง บริษัท Dr. Reddy’s Laboratories จากอินเดีย จะเป็นผู้ผลิตยาสามัญที่สามารถตั้งราคาฉีดเพียงปีละ 40 ดอลลาร์สหรัฐ และยังมีการกำหนดราคายาชนิดรับประทานที่ใช้ควบคู่การเริ่มต้นการฉีดไม่เกิน 17 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกัน Gates Foundation ยังสนับสนุนบริษัท Hetero Drugs ด้วยเงินทุนและการค้ำประกันด้านการผลิต เพื่อควบคุมราคาต่อผู้ป่วยให้อยู่ในระดับที่เข้าถึงได้
งานวิจัยที่เผยแพร่ใน The Lancet HIV เมื่อต้นปี 2025 ชี้ว่าหากมีการจัดซื้อในปริมาณมาก ราคาของเลนาคาพาเวียร์แบบยาสามัญอาจลดต่ำสุดเหลือเพียง 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ซึ่งจะช่วยขยายการเข้าถึงยาชนิดนี้ไปยังประเทศรายได้ต่ำและปานกลางได้อย่างแท้จริง
UNAIDS ประเมินว่า หากประชากรกลุ่มเสี่ยงกว่า 20 ล้านคนทั่วโลก เช่น ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ผู้ขายบริการทางเพศ ผู้ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน รวมถึงวัยรุ่นและหญิงสาวในแอฟริกาซับซาฮารา สามารถเข้าถึงเลนาคาพาเวียร์ได้ จะช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลงอย่างมหาศาล และทำให้เป้าหมายการยุติเอดส์ภายในปี 2030 มีความเป็นไปได้มากขึ้น

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น