ซิฟิลิส ป้องกัน ง่ายกว่าการรักษา


ซิฟิลิส เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า ทรีโพนีมา พาลลิดัม (Treponema Pallidum) จากการสัมผัสถูกเชื้อโดยตรงจากแผลของผู้ป่วย และระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ที่มักสุ่มเสี่ยงกับการติดเชื้อได้มากที่สุด จึงมักถูกจัดเป็น "โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์" และอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงขึ้นหากไม่รักษา

ซิฟิลิส ติดต่อกันได้อย่างไร?

ซิฟิลิสสามารถติดต่อกันได้ 3 ช่องทาง

  1. ทางเพศสัมพันธ์ โดยไม่ได้ป้องกัน
  2. ติดต่อผ่านการสัมผัสแผลที่มีเชื้อ โดยผ่านทางผิวหนัง เยื่อบุตา ปาก
  3. ติดต่อจากแม่สู่ลูก โดยหากมารดาเป็นซิฟิลิส จะถ่ายทอดโรคนี้สู่ทารกในครรภ์ได้

อาการของซิฟิลิส

ซิฟิลิส แบ่งอาการออกได้เป็น 4 ระยะ

ระยะที่ 1 มักจะแสดงอาการเริ่มต้นจากการเกิดแผลขนาดเล็กบริเวณที่ได้รับเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายประมาณ 3 สัปดาห์ โดยปลายขอบแผลมีลักษณะเรียบและแข็งที่เรียกว่า แผลริมแข็ง (Chancre) สำหรับผู้ชายแผลริมแข็งมักจะเกิดในบริเวณปลาย หรือลำอวัยวะเพศ ในผู้ป่วยบางรายอาจไม่ทันสังเกต หรือไม่รู้ตัวว่ามีแผลเกิดขึ้น เนื่องจากแผลนี้จะไม่มีอาการปวด และแผลอาจซ่อนอยู่ภายในช่องคลอด หรือทวารหนัก จึงเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยบางรายไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อซิฟิลิสได้

ระยะที่ 2 จะเริ่มพัฒนาจากระยะแรกใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน ผู้ป่วยจะเริ่มเกิดผื่นที่มีลักษณะตุ่มนูนคล้ายหูดขึ้นตามบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า อวัยวะเพศ หรือส่วนอื่นของร่างกาย เช่น ขาหนีบ ทวารหนัก ภายในช่องปาก แต่ไม่มีอาการคันตามผิวหนัง บางรายอาจมีอาการเจ็บคอ มีปื้นแผ่นสีขาวในปาก เป็นไข้ ปวดกล้ามเนื้อ ต่อมน้ำเหลืองบวม เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด ผมร่วง หรืออาการอื่น ๆ แต่อาการเหล่านี้มักจะหายไปแม้ไม่ได้รับการรักษา

ระยะสงบ หรือระยะแฝง เป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีอาการของโรคแสดงออกมาให้เห็น แต่ผู้ป่วยยังคงมีเชื้ออยู่ในร่างกายและตรวจเลือดพบได้ ระยะนี้สามารถเกิดได้นานเป็นปีก่อนจะพัฒนาไปยังระยะสุดท้าย

ระยะที่ 3 หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะทำให้โรคพัฒนามาจนถึงระยะสุดท้ายที่ก่อให้เกิดความผิดปกติและภาวะแทรกซ้อนที่หัวใจ สมอง ระบบประสาท หรืออวัยวะหลายส่วนของร่างกายเมื่อเชื้อไปอยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งจะนำไปสู่โรคต่าง ๆ เช่น อัมพาต ตาบอด ภาวะสมองเสื่อม หูหนวก ไร้สมรรถภาพทางเพศ โรคหัวใจ เสียสติ และมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

การตรวจวินิจฉัยซิฟิลิส

แพทย์จะสอบถามข้อมูลทั่วไป อาการความผิดปกติที่เกิดขึ้นของผู้ป่วย ประวัติการเจ็บป่วย การมีเพศสัมพันธ์รวมไปถึงการตรวจร่างกายในเบื้องต้น ซึ่งการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่มักใช้ในการวินิจฉัย ได้แก่

  • การตรวจเลือด เป็นการตรวจหาเชื้อที่อยู่ในกระแสเลือดของผู้ป่วย โดยในบางรายที่ผลการตรวจออกมาว่ามีการติดเชื้อ อาจต้องมีการตรวจซ้ำอีกครั้งหลังจากการตรวจครั้งแรก เพื่อช่วยยืนยันการติดเชื้อซิฟิลิส
  • การเก็บตัวอย่างเชื้อไปตรวจ ในกรณีที่ผู้ป่วยเกิดแผลหรือผื่นตามร่างกาย แพทย์อาจมีการเก็บตัวอย่างจากเชื้อบนผิวหนัง หรือน้ำเหลืองจากแผลไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ

การป้องกันซิฟิลิส

  • มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย โดยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • ไม่เปลี่ยนคู่บ่อย
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลผู้ป่วยเป็นซิฟิลิส
  • หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  • หญิงมีครรภ์ควรได้รับการตรวจซิฟิลิสในช่วงระหว่างสัปดาห์ที่ 8-12 ของการตั้งครรภ์
  • ตรวจคัดกรองสุขภาพทางเพศเป็นประจำ
ถึงแม้ว่า ซิฟิลิส จะเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิตแต่เราสามารถป้องกันโรคได้หากรู้เท่าทัน ใช้ถุงยางอนามัยให้เป็นนิสัย ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ตรวจเช็คสุขภาพทางเพศเป็นประจำ เพียงเท่านี้ ซิฟิลิสก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไป

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ข่าวดี UNAIDS ประกาศแล้ว! ยาป้องกันเอชไอวี ราคาจับต้องได้

ดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อเป็นโรคหนองใน ?

Doxy-PEP ป้องกันโรคอะไรได้บ้าง ?