ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะแสบขัด ระวัง!! หนองใน
หนองใน (Gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae เชื้อนี้สามารถติดต่อผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนัก พบได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง โรคหนองใน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
- หนองในแท้
- หนองในเทียม
หนองใน อาการเป็นอย่างไร ?
อาการของหนองในจะปรากฏขึ้นประมาณ 2 - 10 วันหลังได้รับเชื้อ อาการที่พบบ่อยที่สุดของหนองใน ในแต่ละเพศ คือ
เพศชาย
อาการของหนองในในเพศชาย มักปรากฏขึ้นที่ท่อปัสสาวะ อาการที่พบบ่อย ได้แก่
- มีหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ
- ปัสสาวะแสบขัด
- ปัสสาวะบ่อย
- ปวดอัณฑะ
เพศหญิง
อาการของหนองในในเพศหญิง มักปรากฏขึ้นที่ช่องคลอด อาการที่พบบ่อย ได้แก่
- มีตกขาวผิดปกติ
- ตกขาวมีกลิ่นเหม็น
- ปัสสาวะแสบขัด
- ปวดท้องน้อย
การป้องกันโรคหนองใน
การป้องกันโรคหนองใน ที่ดีที่สุดคือการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย โดยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ อย่างไรก็ตาม หากมีอาการผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว หากตรวจพบเชื้อก็จะได้เข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที
โรคหนองใน รักษาได้อย่างไร ?
การรักษาโรคหนองใน ทำได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ โดยแพทย์จะเลือกยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยทั่วไปแล้ว ผู้ป่วยจะหายจากโรคภายใน 7 - 10 วัน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจติดตามอาการอีกครั้งหลังจากการรักษาเสร็จสิ้น
ยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาโรคหนองใน ได้แก่
- Ceftriaxone ยาปฏิชีวนะชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ มักใช้รักษาโรคหนองใน ในผู้ใหญ่และวัยรุ่น
- Cefixime ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน มักใช้รักษาโรคหนองใน ในเด็กอายุมากกว่า 6 ปี
- Ciprofloxacin ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน มักใช้รักษาโรคหนองใน ในผู้ที่แพ้ยาปฏิชีวนะชนิดอื่น
นอกจากการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะแล้ว ผู้ป่วยควรงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะหายจากโรค และควรพาคู่นอนมาตรวจหาเชื้อโรคหนองในด้วย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น
จองตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ง่าย ๆ ใกล้บ้านคุณ >> Love2Test

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น